ฮอนด้าจับมือ 6 ค่ายญี่ปุ่น เจรจารัฐขอขยายเกณฑ์ภาษี หวังดึงราคารถไฮบริดให้จับต้องได้

autoironautomobile

ฮอนด้าเดินหน้าปรับกลยุทธ์รับการแข่งขันในตลาดรถยนต์ไทยที่เปลี่ยนเร็ว ทั้งแรงกดดันจากค่ายรถจีน กำลังซื้อที่ยังไม่ฟื้นเต็มที่ และการเปลี่ยนผ่านจากรถสันดาปสู่รถไฮบริดและรถไฟฟ้า โดย “โคจิ อิวานามิ” ประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด เปิดมุมมองว่า สิ่งสำคัญในเวลานี้คือการเพิ่มทางเลือกให้ผู้บริโภค พร้อมเดินหน้าพัฒนาฐานการผลิตในประเทศไทยให้สามารถแข่งขันได้ในระยะยาว

 

 

หนึ่งในประเด็นที่ฮอนด้ากำลังหารือกับภาครัฐ คือการขอให้พิจารณาปรับลดภาษีนำเข้ารถยนต์ทั่วไป ซึ่งปัจจุบันอยู่ในระดับสูงถึง 80% เพื่อเปิดโอกาสให้ฮอนด้านำรถยนต์รุ่นที่ได้รับความนิยมในตลาดญี่ปุ่นเข้ามาทำตลาดในไทยได้มากขึ้น และสามารถกำหนดราคาให้เหมาะสมกับกำลังซื้อของผู้บริโภค โดยเฉพาะรถยนต์ขนาดเล็กและรุ่นที่ยังไม่มีการผลิตในประเทศไทย อาทิ Jazz, Fit และ Stepwagon

ฮอนด้ายังเตรียมนำรถยนต์รุ่นเล็กใหม่เข้ามาทดลองตลาดในไทยจำนวน 30 คัน เพื่อสำรวจความสนใจของผู้บริโภค ก่อนพิจารณาทิศทางการทำตลาดในอนาคต สะท้อนว่าบริษัทต้องการเพิ่มทางเลือกในตลาดมากขึ้น ท่ามกลางภาวะที่ผู้บริโภคมีความอ่อนไหวต่อราคาสูงขึ้น และหนี้ครัวเรือนยังเป็นปัจจัยกดดันกำลังซื้อ

 

 

อีกประเด็นสำคัญคือเรื่องรถยนต์ไฮบริด ซึ่งฮอนด้าและผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นรวม 6 แบรนด์อยู่ระหว่างหารือกับภาครัฐเกี่ยวกับเงื่อนไขการลดภาษีสรรพสามิต โดยฮอนด้าต้องการให้ภาครัฐพิจารณาขยายระยะเวลาการบังคับใช้เกณฑ์การผลิตชิ้นส่วนในประเทศ เนื่องจากการเปลี่ยนผ่านไปสู่การผลิต Power Unit หรือชุดขับเคลื่อนไฮบริดเจเนอเรชันใหม่ จำเป็นต้องใช้เวลาในการเตรียมสายการผลิตและซัพพลายเชน

หากเกณฑ์ใหม่มีผลบังคับใช้ในช่วงเวลาที่ฮอนด้ายังไม่สามารถปรับการผลิตชิ้นส่วนได้ทัน รถไฮบริดรุ่นปัจจุบันอาจต้องเผชิญภาษีสรรพสามิตที่สูงขึ้น ซึ่งสุดท้ายจะสะท้อนไปยังราคาขายและทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงรถไฮบริดได้ยากขึ้น ขณะที่ฮอนด้ามองว่าไฮบริดจะยังมีบทบาทสำคัญในตลาดไทยต่อไป

 

 

สำหรับทิศทางการผลิตในประเทศไทย ฮอนด้ายืนยันแผนเพิ่มกำลังการผลิตจากปัจจุบัน 6 รุ่น ประมาณ 110,000 คันต่อปี เป็น 8 รุ่น และเพิ่มกำลังการผลิตเป็น 150,000 คันต่อปีภายในปี 2029 โดยจะลงทุนเพิ่มเติมเพื่อรองรับรถยนต์ 2 รุ่นใหม่และปรับปรุงสายการผลิต คาดว่าจะใช้เงินลงทุนอย่างน้อย 12,000 ล้านบาท พร้อมนำระบบ Smart Factory และ AI เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

ฮอนด้ายืนยันว่า การนำระบบอัตโนมัติเข้ามาใช้ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อลดจำนวนพนักงาน แต่ต้องการลดงาน Routine และเปิดโอกาสให้บุคลากรไปทำงานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น โดยยังให้ความสำคัญกับคุณภาพและความรวดเร็วในการส่งมอบรถยนต์

 

 

ด้านตลาด ฮอนด้ามองว่ารถยนต์สันดาปจะมีสัดส่วนลดลง ขณะที่ไฮบริดและ EV จะเพิ่มขึ้น และภายใน 5 ปี รถยนต์ฮอนด้าจะมุ่งสู่แนวคิด Smart Car หรือ SCV ที่ใช้ระบบไฮบริด Next Generation มากขึ้น ขณะเดียวกันบริษัทกำลังเร่งศึกษาความสามารถของผู้ผลิตจีน ซึ่งสามารถทำรถ EV ที่มีราคาต่ำได้จากการบริหาร Supply Chain และการควบคุมวัตถุดิบอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ผู้ผลิตญี่ปุ่นต้องหาทางลดต้นทุนด้วยการใช้ชิ้นส่วนร่วมกัน หรือ Common Parts มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ฮอนด้ายังมองว่าการเติบโตของ EV ในไทยจำเป็นต้องพัฒนา Ecosystem ให้ครบมากกว่าการเพิ่มจำนวนรถบนถนน โดยเฉพาะการจัดการแบตเตอรี่เมื่อหมดอายุ ทั้งการ Recycle และ Reuse ซึ่งเป็นโจทย์ที่ฮอนด้าศึกษามาแล้วมากกว่า 10 ปี และยังต้องพัฒนาแนวทางให้เหมาะสมกับแบตเตอรี่ของรถไฮบริดและรถไฟฟ้า

 

ขณะเดียวกัน ค่าเงินบาทที่แข็งค่าก็เป็นอีกปัจจัยที่ฮอนด้ากังวล เพราะกระทบความสามารถในการแข่งขันของรถที่ผลิตในไทยเพื่อส่งออก โดยปัจจุบันฮอนด้าส่งออกรถยนต์ประมาณ 35,000 คันต่อปี ไปยังตลาดต่างประเทศในรูปแบบ CBU ประมาณ 70 ประเทศ และ CKD อีก 13 ประเทศ โดยมี HR-V และ CR-V เป็นหนึ่งในรุ่นหลักที่ส่งออกจากไทย

ภาพรวมจากบทสัมภาษณ์ครั้งนี้จึงสะท้อนว่า ฮอนด้ายังมองประเทศไทยเป็นฐานการผลิตสำคัญ แต่ในเวลาเดียวกันก็ต้องการให้ภาครัฐช่วยปรับกติกาให้สอดคล้องกับจังหวะการลงทุนของผู้ผลิต โดยเฉพาะภาษีนำเข้าและเงื่อนไขรถไฮบริด เพราะในวันที่การแข่งขันด้านราคาและเทคโนโลยีรุนแรงขึ้น การทำให้รถรุ่นใหม่มีราคาที่ผู้บริโภคเข้าถึงได้ รวมถึงการรักษาความสามารถในการแข่งขันของฐานผลิตไทย กลายเป็นโจทย์สำคัญไม่แพ้การเพิ่มยอดขายรถยนต์ในประเทศ

 

ติดต่องานได้ที่: 

Related Posts