“ฮอนด้า-นิสสัน-มิตซูบิชิ” จับมือสร้างพันธมิตรเทคโนโลยี ย้ำไม่ควบรวมกิจการ

autoironautomobile

อุตสาหกรรมยานยนต์โลกกำลังหมุนไวเกินกว่าจะลุยเดี่ยว ล่าสุด 3 ผู้ผลิตรถยนต์ยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่นอย่าง ฮอนด้า มอเตอร์ (Honda), นิสสัน มอเตอร์ (Nissan) และ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (Mitsubishi) ได้ประกาศแผนความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ร่วมกัน เพื่อแชร์ต้นทุนและเร่งพัฒนาเทคโนโลยีแห่งอนาคต
อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงนี้เป็นเพียง “พันธมิตรแบบโครงการ (Project-based Strategic Alliance)” เท่านั้น ยังไม่มีการควบรวมกิจการเป็นบริษัทเดียวกันแต่อย่างใด
โฟกัสหลัก: EV, ซอฟต์แวร์ และระบบขับขี่อัจฉริยะ
จุดเริ่มต้นเกิดจากการจับมือระหว่าง ฮอนด้า และ นิสสัน ก่อนที่ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ซึ่งเป็นพันธมิตรเหนียวแน่นกับนิสสันอยู่แล้ว) จะตัดสินใจเข้าร่วมวงด้วย โดยเป้าหมายหลักของทั้ง 3 ค่าย คือการผนึกกำลังเพื่อรับมือกับการแข่งขันที่ดุเดือดในตลาดยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ทั่วโลก โดยเฉพาะการรุกคืบอย่างรวดเร็วของค่ายรถยนต์จากประเทศจีน
บิ๊กโปรเจกต์ที่ทั้ง 3 ค่ายเตรียมพัฒนาร่วมกัน ได้แก่: สถาปัตยกรรมซอฟต์แวร์ และหน่วยควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ (ECU) มาตรฐานร่วม: คาดว่าจะพร้อมเปิดตัวและนำมาใช้จริงในช่วงปี 2029-2030
การแบ่งปันทรัพยากรข้ามทวีป: มีแนวโน้มขยายความร่วมมือไปยังตลาดอเมริกาเหนือ โดยอาจใช้โรงงานแคนตัน (Canton) ของนิสสันในรัฐมิสซิสซิปปี ที่ยังมีกำลังการผลิตเหลือ มาผลิตรถกระบะขนาดกลางรุ่นใหม่ให้กับฮอนด้า เพื่อทดแทนรุ่น Ridgeline ที่ทำตลาดมานาน
แชร์เทคโนโลยีหลังบ้าน แต่ “DNA” หน้าบ้านยังเหมือนเดิม
แม้ว่านายโทชิฮิโร มิเบะ ประธานบริษัทฮอนด้า จะออกมายืนยันว่าเตรียมแถลงความร่วมมือนี้อย่างเป็นทางการในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ทว่าสิ่งสำคัญที่ผู้บริโภคสบายใจได้คือ แต่ละค่ายยังคงรักษาแบรนด์, การบริหารจัดการ และกลุ่มผลิตภัณฑ์รถยนต์ของตัวเองไว้
“การแชร์เทคโนโลยีและซอฟต์แวร์อยู่เบื้องหลัง จะช่วยลดต้นทุนการพัฒนาและเร่งโมเดลใหม่ๆ ออกสู่ตลาดได้เร็วขึ้น แต่ทว่า ปรัชญาด้านวิศวกรรม ดีไซน์ และคาแรกเตอร์การขับขี่ที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละแบรนด์ จะยังคงถูกรักษาไว้อย่างเหนียวแน่นเช่นเดิม”
การขยับตัวครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของกลุ่มผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่น ในการปรับโครงสร้างธุรกิจและกระจายความเสี่ยง โดยเฉพาะฮอนด้าที่เพิ่งเผชิญการลดต้นทุนจากการยกเลิกบางโปรเจกต์ EV และนิสสันที่กำลังอยู่ในช่วงฟื้นฟูผลกำไรภายใต้แผน “Re:Nissan” ซึ่งการร่วมมือกันครั้งนี้ น่าจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันบนเวทีโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นครับ

ช่องทางติดตามข่าวสาร

ติดต่องานได้ที่: 

Related Posts