EV เปลี่ยนเกมอาเซียน  จีนรุกหนัก อินโดฯ-มาเลย์โต ไทยยังต้องเร่งปรับตัว

autoironautomobile

ตลาดรถยนต์อาเซียนกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ เมื่อรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และแบรนด์รถจีนเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ขณะที่ตลาดรถยนต์หลายประเทศเริ่มฟื้นตัว โดยข้อมูลที่รายงานโดย Nikkei Asia ระบุว่า ยอดขายรถยนต์รวมในอาเซียนช่วงไตรมาส 2 ปี 2569 เติบโตประมาณ 11% จากปีก่อน สะท้อนว่าการแข่งขันในภูมิภาคกำลังเปลี่ยนจากตลาดที่ญี่ปุ่นครองความได้เปรียบ ไปสู่การแข่งขันด้านเทคโนโลยี ราคา และการลงทุนใน EV อย่างเต็มรูปแบบ

 

อินโดนีเซีย ยังคงเป็นหนึ่งในตลาดใหญ่ของภูมิภาค โดยยอดขายรถยนต์ไตรมาส 2 อยู่ที่ 227,545 คัน เพิ่มขึ้น 34% ขณะที่แบรนด์จีนเริ่มขยับส่วนแบ่งตลาดอย่างชัดเจน โดย BYD มีส่วนแบ่งตลาดในช่วงครึ่งปีแรกประมาณ 5.3% ส่วน Jaecoo แบรนด์ในเครือ Chery ทำได้ราว 4% การรุกตลาดไม่ได้จำกัดอยู่แค่รถ EV แต่ยังขยายไปสู่รถปลั๊กอินไฮบริด ซึ่งตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ยังมีข้อกังวลเรื่องโครงสร้างพื้นฐานสถานีชาร์จ

 

 

มาเลเซีย เป็นอีกตลาดที่กำลังเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็ว ยอดขายรถยนต์ไตรมาส 2 อยู่ที่ 201,242 คัน เพิ่มขึ้น 9.7% จนสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์มาเลเซียปรับเป้ายอดขายทั้งปีขึ้นเป็น 800,000 คัน ขณะที่ยอดขาย EV ช่วงครึ่งปีแรกพุ่ง 106% เป็น 26,192 คัน แซงหน้ารถไฮบริดที่มียอดขาย 25,590 คันเป็นครั้งแรก

เมื่อรวมยอดขาย EV และไฮบริดในมาเลเซียช่วง 6 เดือนแรก ทำได้ 51,782 คัน เพิ่มขึ้น 69% คิดเป็นสัดส่วน 13.4% ของตลาด เพิ่มจาก 8.2% ในปีก่อน โดยมีแบรนด์ท้องถิ่นอย่าง Proton ที่เข้ามาเล่นตลาด EV อย่างจริงจัง และใช้จุดขายด้านราคาช่วยขยายฐานลูกค้า

 

 

ประเทศไทย ยอดขายรถยนต์ไตรมาส 2 อยู่ที่ 164,883 คัน เพิ่มขึ้นประมาณ 10% และเป็นการเติบโตต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 5 โดยแรงหนุนสำคัญมาจากรถ EV ที่เข้ามาช่วยพยุงตลาด ขณะที่รถยนต์เครื่องยนต์สันดาปและตลาดรถกระบะยังเผชิญแรงกดดันจากหนี้ครัวเรือนและการอนุมัติสินเชื่อที่เข้มงวด

อย่างไรก็ตาม ภาคการผลิตของไทยยังน่าเป็นห่วง โดยช่วงครึ่งปีแรกผลิตรถยนต์ได้ 717,212 คัน ลดลง 1% ขณะที่การส่งออกลดลง 8.3% สะท้อนว่าโจทย์ของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในเวลานี้ไม่ได้อยู่ที่ยอดขายในประเทศเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการปรับตัวของฐานการผลิตและซัพพลายเชนให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี

 

 

เวียดนาม กำลังกลายเป็นตลาดที่ต้องจับตา แม้ยอดขายของสมาชิกสมาคมผู้ผลิตรถยนต์จะอยู่ที่ 92,976 คัน เพิ่มขึ้น 2% แต่เมื่อรวมยอดขายของ VinFast และ Hyundai ตลาดโดยรวมขยับเข้าใกล้ประเทศไทยมากขึ้น จุดแข็งของเวียดนามคือมีผู้เล่นในประเทศอย่าง VinFast เป็นหัวหอกในการผลักดัน EV โดยบริษัทมียอดขายเกือบ 98,000 คันในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 พร้อมเครือข่ายสถานีชาร์จ V-Green และการเปิดตัวรถ EV ราคาจับต้องได้ เพื่อขยายฐานลูกค้าสู่ตลาดแมส

ด้าน ฟิลิปปินส์ ยังคงตามหลังตลาดหลักในภูมิภาค โดยยอดขายรถยนต์ไตรมาส 2 อยู่ที่ 97,988 คัน ลดลง 14% แต่รัฐบาลกำลังเร่งวางรากฐานอุตสาหกรรม EV ด้วยมาตรการสนับสนุนมูลค่าประมาณ 1,000 ล้านดอลลาร์ หวังดึงการลงทุนและพัฒนาประเทศให้เป็นฐานผลิตรถยนต์แห่งใหม่ของอาเซียน

 

 

ส่วนสิงคโปร์ แม้มีตลาดรถยนต์ขนาดเล็ก โดยยอดจดทะเบียนใหม่ในครึ่งปีแรกอยู่ที่ประมาณ 27,000 คัน แต่กลับเป็นตลาด EV ที่ก้าวหน้าอย่างโดดเด่น รถไฟฟ้ามีสัดส่วนสูงถึง 62% ของยอดจดทะเบียนใหม่ เพิ่มจากประมาณ 40% ในปีก่อน โดย BYD ยังคงเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่ทำตลาดได้แข็งแกร่ง

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า ตลาดรถยนต์อาเซียนกำลังเปลี่ยนสมดุลอย่างชัดเจน อินโดนีเซียมีตลาดขนาดใหญ่และ EV จีนกำลังเร่งขยายฐาน มาเลเซียกำลังโตจาก EV และแบรนด์ท้องถิ่น ไทยยังรักษาฐานตลาดและฐานผลิต แต่ต้องรับมือทั้งยอดส่งออกและการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยี ขณะที่เวียดนามมี VinFast เป็นแรงขับเคลื่อน และสิงคโปร์เดินหน้า EV ไปไกลที่สุดในภูมิภาค

สิ่งที่น่าจับตาจากนี้จึงไม่ใช่แค่ “ใครขายรถได้มากที่สุด” แต่เป็นการแข่งขันว่าใครจะสร้างความได้เปรียบในเรื่อง EV เทคโนโลยี โรงงาน แบตเตอรี่ ซัพพลายเชน และการลงทุน ได้ก่อน เพราะการบุกตลาดของค่ายรถจีนกำลังทำให้สมรภูมิยานยนต์อาเซียนเปลี่ยนเร็วขึ้นกว่าที่หลายฝ่ายคาด และผู้เล่นเดิมจำเป็นต้องเร่งปรับตัว หากไม่ต้องการเสียพื้นที่ในตลาดยุคใหม่

ติดต่องานได้ที่: 

Related Posts