เมื่อพี่ใหญ่ โตโยต้า ส่งสัญญาณ “ซัพพลายเออร์ไทย” จะรอดไหมในเกมที่รัฐอุ้มแต่ค่ายจีน?

autoironautomobile

สถานการณ์อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในเวลานี้ กำลังเผชิญหน้ากับมรสุมลูกใหญ่ที่สุดในรอบหลายสิบปี และเป็นวิกฤตที่อาจเรียกได้ว่า “เงียบเชียบแต่เฉียบขาด” เพราะในขณะที่หน้าฉากเรายังคงเห็นโชว์รูมเปิดไฟสว่างไสว มีรถยนต์รุ่นใหม่ๆ โดยเฉพาะค่ายจีนเปิดตัวกันอย่างคึกคัก แต่หลังบ้านกลับมีเสียงสัญญาณเตือนภัยที่ดังระงมจากกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนหรือซัพพลายเออร์ไทย ที่กำลังจะหมดลมหายใจลงไปทีละราย จากยอดขายในประเทศที่หายไปอย่างน่าใจหายถึง 400,000 คัน
หากย้อนมองตัวเลขในอดีต ตลาดรถยนต์ในประเทศไทยเคยมียอดขายเฉลี่ยอยู่ในระดับที่น่าภาคภูมิใจถึงประมาณ 1,000,000 คันต่อปี ซึ่งเป็นตัวเลขที่สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของฐานการผลิตและกำลังซื้อในประเทศ ทว่าภาพความรุ่งเรืองนั้นกำลังกลายเป็นเพียงอดีต เมื่อตัวเลขล่าสุดหดตัวลงมาเหลือเพียงราวๆ 600,000 คันเท่านั้น เม็ดเงินและคำสั่งซื้อที่หายไปกว่า 400,000 คัน นี้ ไม่ใช่แค่ความสูญเสียของแบรนด์รถยนต์รายใหญ่ แต่มันคือจุดเริ่มต้นของวิกฤตเศรษฐกิจระดับรากฐาน
รถ 1 คัน หายไป… แรงกระแทกตกที่ “ซัพพลายเออร์ไทย” รายย่อย ในมุมมองของผู้บริโภคทั่วไป ยอดขายรถยนต์ที่ลดลงอาจเป็นเพียงเรื่องของตัวเลขบนหน้ากระดาษ หรือเรื่องของโชว์รูมที่มีลูกค้าบางตา แต่ในความเป็นจริง โครงสร้างของอุตสาหกรรมยานยนต์ฝังรากลึกกว่านั้น รถยนต์ 1 คันประกอบขึ้นจากชิ้นส่วนนับหมื่นชิ้น ตั้งแต่เหล็ก ยาง พลาสติก สายไฟ กระจก ไปจนถึงระบบเบรกและเทคโนโลยีภายใน ซึ่งห่วงโซ่อุปทานหรือซัพพลายเชนเหล่านี้ ขับเคลื่อนด้วยเม็ดเงินของ SMEs ไทยแท้ๆ ที่เป็นผู้รับจ้างผลิตมานานหลายทศวรรษ
เมื่อยอดการผลิตในประเทศลดฮวบ โดมิโน่ตัวแรกที่ล้มลงทันทีคือกลุ่มซัพพลายเออร์เหล่านี้ ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่ยังมีสายป่านที่ยาว มีทุนสำรองหนุนหลัง และมีตลาดส่งออกคอยพยุง แต่สำหรับผู้ผลิตชิ้นส่วนรายกลางและรายเล็ก พวกเขาไม่มีเวลารอมากขนาดนั้น อาการ “ตายเงียบ” กำลังเกิดขึ้นผ่านการตัดลดกะการทำงาน ยกเลิกโอทีของแรงงาน ขยับไปสู่การลดจำนวนคน และในท้ายที่สุดคือการปิดตัวลงอย่างเงียบเชียบโดยที่สังคมไม่ทันสังเกต ซึ่งนี่คือภัยเงียบที่น่ากลัวที่สุดเพราะมันกำลังทำลายรากแก้วของอุตสาหกรรมไทย
แม่ทัพใหญ่ โตโยต้า ประเทศไทย ยื่น 3 ข้อวอนรัฐ “อุ้มคนใหม่ แต่อย่าปล่อยคนเก่าตาย” ท่ามกลางสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงนี้ โนริอากิ ยามาชิตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ได้กล่าวไว้ในบทสัมภาษณ์ 50 ปี ประชาชาติธุรกิจ สะท้อนมุมมองและส่งสัญญาณความห่วงใยอย่างตรงไปตรงมา โดยเน้นย้ำว่า โตโยต้าไม่ได้มองเพียงแค่ผลประกอบการระยะสั้น แต่คำนึงถึงความยั่งยืนของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยทั้งระบบ พร้อมทั้งส่งข้อเสนอแนะถึงภาครัฐ 3 ประเด็นหลัก เพื่อเร่งเยียวยาก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินแก้:
-เร่งมาตรการกระตุ้นความต้องการภายในประเทศด่วน — เพื่อดึงยอดขายและยอดการผลิตให้กลับมาหล่อเลี้ยงระบบสัญญานภาพรวม ก่อนที่ซัพพลายเชนจะล่มสลาย
-ส่งเสริมการผลิตและปกป้องซัพพลายเชนภายในประเทศ — ร้องขอให้รัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนให้มีการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศไทยในสัดส่วนที่สูง เพื่อให้เม็ดเงินกระจายสู่ผู้ประกอบการไทยอย่างแท้จริง
-ยกระดับความสามารถในการแข่งขันสำหรับการส่งออก — เพื่อรักษาฐานการผลิตของไทยให้ยังคงเป็นศูนย์กลางสำคัญในเวทีโลกท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรง
Multi-Pathway ทางออกที่ยั่งยืน บนพื้นฐาน “ความเท่าเทียม” นอกจากนี้ ทางโตโยต้ายังได้ชี้ให้เห็นถึงจุดเปลี่ยนสำคัญในด้านเทคโนโลยี ปัจจุบันปฏิเสธไม่ได้ว่ากระแสการเข้ามาของรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) จากค่ายจีนได้รับแรงหนุนและสิทธิประโยชน์จากภาครัฐอย่างมหาศาล ทว่าในแง่ของซัพพลายเชนไทย รถยนต์ไฮบริด (HEV) หรือรถยนต์สันดาป (ICE) เดิม มีสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนในประเทศสูงถึงกว่า 90 %
ขณะที่รถยนต์ไฟฟ้าล้วนยังคงติดข้อจำกัดเรื่องปริมาณการผลิต ทำให้ชิ้นส่วนหลักที่มีมูลค่าสูงอย่างแบตเตอรี่หรือมอเตอร์ยังต้องนำเข้า ส่งผลให้เม็ดเงินไม่ได้หมุนเวียนลงสู่ซัพพลายเออร์ไทยอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย
โตโยต้าจึงยังคงยึดมั่นในแนวคิด “Multi-Pathway” หรือทางเลือกพลังงานที่หลากหลาย ทั้งไฮบริด สันดาปสะอาด และอีวี ควบคู่กันไป เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการที่แท้จริงของตลาดและการปกป้องโครงสร้างอุตสาหกรรมเดิม
ถึงบรรทัดนี้ อยากจะบอกว่า การเปิดรับการลงทุนใหม่ๆ จากต่างชาติ โดยเฉพาะค่ายรถยนต์จากจีน เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ในกลไกการค้าระดับโลก แต่การเดินหน้าสนับสนุนเทคโนโลยีใหม่อย่างสุดตัว จะต้องไม่เป็นการ “ตัดอ็อกซิเจน” ของคนเก่าแก่ที่ร่วมทุกข์ร่วมสุข ลงทุนลงแรงสร้างรากฐานเศรษฐกิจไทยมายาวนาน
ภาครัฐจำเป็นต้องกลับมาทบทวนกติกา นโยบาย และมาตรการสนับสนุนทั้งหมด ให้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของ “ความยุติธรรมและเสมอภาค” ทุกเทคโนโลยีและทุกค่ายรถควรได้รับโอกาสในการแข่งขันอย่างแฟร์ๆ เพื่อให้ซัพพลายเออร์ไทยในฐานะกระดูกสันหลังของอุตสาหกรรมสามารถปรับตัวและรอดชีวิตได้ วิกฤตรอบนี้หากรัฐยังนิ่งเฉยและปล่อยให้ตลาดหดตัวต่อเนื่อง โดมิโน่ซัพพลายเออร์ที่กำลังจะล้มลง อาจจะลากเอาอนาคตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยทั้งระบบให้พังครืนลงมาอย่างไม่อาจฟื้นคืนกลับมาได้อีกเลย

ช่องทางติดตามข่าวสาร

ติดต่องานได้ที่: 

  • Email: autoironautomobile@gmail.com

Related Posts