
เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ประกาศเดินหน้ากลยุทธ์ “Luxury Mobility” เต็มรูปแบบ โดยวางเป้าหมายขยายตลาดรถยนต์ไฟฟ้า รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด และกลุ่ม Top-End Luxury ควบคู่กัน พร้อมยืนยันการลงทุนระยะยาวในประเทศไทย แม้เศรษฐกิจยังเผชิญแรงกดดันจากหนี้ครัวเรือนและภาวะสินเชื่อตึงตัว
นาย คริสเตียน เชลล์ ประธานบริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย กล่าวว่า บริษัทจะยังคงเดินหน้ากลยุทธ์ Multi-Powertrain หรือการนำเสนอระบบขับเคลื่อนที่หลากหลาย ทั้งรถยนต์ไฟฟ้า 100% (BEV) ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) ไฮบริด และเครื่องยนต์สันดาป เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าในทุกกลุ่ม
ในช่วงปี 2568-2570 เมอร์เซเดส-เบนซ์ เตรียมเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ทั่วโลกมากกว่า 40 รุ่น ครอบคลุมทั้ง Entry Luxury, Core Luxury และ Top-End Luxury โดยมีทั้งรถยนต์ไฟฟ้าและปลั๊กอินไฮบริดรุ่นใหม่ทยอยเข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง

ไฮไลต์สำคัญประกอบด้วย The all-new electric CLA, The all-new GLC, The all-new electric VLE, The all-new electric C-Class รวมถึง The new S-Class, GLE, GLS และ Mercedes-Maybach S-Class รุ่นใหม่
สำหรับตลาดโลก เมอร์เซเดส-เบนซ์ มียอดขายรถยนต์และรถแวนรวม 499,700 คันในไตรมาสแรกของปี 2569 โดยยอดขายทั่วโลกเติบโต 5% หากไม่นับรวมประเทศจีน ขณะที่ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า BEV เติบโต 11% และกลุ่มรถแวนเติบโตสูงถึง 29%
ตลาดยุโรปกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ โดยยอดจองรถยนต์ไฟฟ้าในยุโรปเพิ่มขึ้นถึง 107% จากกระแสตอบรับของ The all-new electric CLA รวมถึง GLC และ GLB รุ่นใหม่
ขณะที่เซกเมนต์ Top-End Luxury หรือ TEV+ มีสัดส่วนคิดเป็น 14.7% ของยอดขายรวมทั่วโลก สะท้อนทิศทางที่แบรนด์กำลังผลักดันตลาดลักชัวรีระดับบนมากขึ้น

ด้านตลาดประเทศไทย เมอร์เซเดส-เบนซ์ มียอดจดทะเบียนในไตรมาสแรกอยู่ที่ 1,949 คัน และมียอดจำหน่ายรวม 1,304 คัน แต่สิ่งที่โดดเด่นคือยอดจองภายในงาน Motor Show 2026 ที่พุ่งขึ้นกว่า 140% จาก 870 คันในปีก่อน เป็น 2,111 คัน ทำสถิติสูงสุดในรอบ 7 ปี และเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2562 ที่ยอดจองทะลุ 2,000 คัน
หนึ่งในปัจจัยหลักมาจากความสำเร็จของ The all-new electric CLA ที่มียอดจองสูงกว่า 2,000 คันภายในเวลาเพียง 2 เดือน โดยเฉพาะในงาน Bangkok International Motor Show ซึ่งกลายเป็นรุ่นที่ได้รับความสนใจสูงสุดของแบรนด์
เมอร์เซเดส-เบนซ์ ยังเดินหน้าสร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้ารถยนต์ไฟฟ้าผ่านกิจกรรม “CLA Around Thailand” ด้วยการนำรถยนต์ไฟฟ้า 100% วิ่งทดสอบทั่วประเทศระยะทางกว่า 6,000 กิโลเมตร เพื่อพิสูจน์สมรรถนะและระยะทางใช้งานจริง
นอกจากนี้ ยังมีการจัดแสดงรถยนต์และกิจกรรม Facade Lighting Display ใจกลางกรุงเทพฯ รวมถึงโรดโชว์ในโครงการ One Bangkok และ MBCC บางนา เพื่อเร่งสร้างการรับรู้แบรนด์ในกลุ่มลูกค้ารุ่นใหม่

ในเชิงยอดขาย กลุ่ม Top-End Luxury ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย เติบโต 8% จากความนิยมของ G-Class, AMG CLE 53 และ EQS SUV ขณะที่แบรนด์ Mercedes-Maybach เติบโต 23.5% และ Mercedes-AMG เติบโต 9.8% โดยในข้อมูลจากผู้บริหารยังระบุว่า AMG เติบโตสูงถึง 24% ในบางช่วงของไตรมาสแรก
อีกหนึ่งกลุ่มที่กลายเป็น “กำลังหลัก” ของแบรนด์ คือรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด หรือ PHEV ซึ่งเติบโต 22.5% จากรุ่นยอดนิยมอย่าง C-Class, E-Class และ GLC
ผู้บริหารเมอร์เซเดส-เบนซ์ ระบุว่า PHEV คือ “Best of Both Worlds” หรือ “สิ่งที่ดีที่สุดจากทั้งสองโลก” เพราะสามารถใช้งานแบบไฟฟ้าล้วนในชีวิตประจำวัน และยังมีเครื่องยนต์สันดาปรองรับการเดินทางระยะไกลได้อย่างไร้กังวล โดยรถ PHEV ของแบรนด์สามารถวิ่งด้วยไฟฟ้าได้มากกว่า 100 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง
บริษัทจึงเดินหน้ากระตุ้นตลาดผ่านแพ็กเกจการเงิน การรับประกันแบตเตอรี่แรงดันสูงนาน 10 ปีแบบไม่จำกัดระยะทาง รวมถึงโปรแกรมบำรุงรักษา เพื่อเปลี่ยนจากการขายรถยนต์ไปสู่การขาย “Mobility Solutions”
ขณะที่ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า BEV ในไทยเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ โดย EQS SUV มียอดขายเพิ่มขึ้นถึง 175% จากการมีสต็อกรถประกอบในประเทศรองรับตลาดได้อย่างเพียงพอ และบริษัทคาดว่า CLA จะกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของยอดขาย BEV ตั้งแต่ไตรมาส 2 เป็นต้นไป

นอกจาก CLA แล้ว เมอร์เซเดส-เบนซ์ ยังเตรียมเปิดตัวรถรุ่นใหม่อีกหลายรุ่น ทั้ง The all-new electric GLC ปลายปีนี้ , electric VLE ปีหน้า, S-Class Facelift ปลายปี และ Mercedes-Maybach s-class มีให้เลือกทั้งแบบ MANUFAKTUR package และรุ่นพิเศษอย่าง Mercedes-Maybach S 580 e Night Series ที่วางจำหน่ายในราคา 14,000,000 บาท มีจำนวนจำกัดเพียง 16 คัน ในประเทศไทย
ในฝั่งรถแวน กลุ่ม V-Class เติบโต 43.5% ส่วน Sprinter เติบโตสูงถึง 117.6% สะท้อนความต้องการที่เพิ่มขึ้นของตลาด MPV และรถแวนพรีเมียม โดยเมอร์เซเดส-เบนซ์ เตรียมเปิดตัว The all-new electric VLE ในอนาคตอันใกล้
ปัจจุบัน เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้เปิดให้ตัวแทนจำหน่ายทั้ง 31 แห่งทั่วประเทศ จำหน่ายและให้บริการรถยนต์ Mercedes-AMG ได้ครบทุกสาขา ขณะเดียวกันยังขยายโชว์รูมและศูนย์บริการ Mercedes-Maybach อย่างเป็นทางการจากเดิม 3 แห่ง เป็น 10 แห่ง

พร้อมกันนี้ ยังเปิดตัวโปรแกรม MANUFAKTUR สำหรับลูกค้าระดับอัลตร้าลักชัวรีที่ต้องการปรับแต่งรถเฉพาะบุคคล ทั้งสีภายนอก วัสดุตกแต่ง และรายละเอียดภายในแบบสั่งทำพิเศษ
อีกหนึ่งไฮไลต์ คือการเปิดตัว Mercedes-Maybach S 580 e Night Series รุ่นพิเศษ ราคา 14 ล้านบาท จำกัดเพียง 16 คันในประเทศไทย เพื่อฉลองการขยายเครือข่ายผู้จำหน่ายเมอร์เซเดส-มายบัคทั่วประเทศ
ผู้บริหารเมอร์เซเดส-เบนซ์ ยังย้ำว่า แม้เศรษฐกิจไทยยังเผชิญแรงกดดัน แต่บริษัทเชื่อมั่นในศักยภาพของตลาดรถยนต์หรูไทย และยังคงเดินหน้าลงทุนด้านการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศ รวมถึงขยายระบบนิเวศด้านการชาร์จและบริการหลังการขายอย่างต่อเนื่อง
“เราไม่ได้มองตัวเองเป็นเพียงผู้ขายรถยนต์อีกต่อไป แต่กำลังสร้างระบบ Mobility Ecosystem สำหรับลูกค้าลักชัวรีในประเทศไทย” ผู้บริหารเมอร์เซเดส-เบนซ์ กล่าวปิดท้าย

ช่องทางติดตามข่าวสาร
- Facebook: facebook.com/autoiron?mibextid=LQQJ4d
- Youtube: www.youtube.com/@AUTOiRON1
- Tiktok: tiktok.com/@autoiron1?_t=8nJ016mUM4o&_r=1
- Website: autoironautomobile.com
ติดต่องานได้ที่:
- Email: autoironautomobile@gmail.com

