ยักษ์ล้ม Volkswagen กำไรไตรมาส 2 ทรุดหนัก จ่อปลดพนักงาน ยกเครื่ององค์กรรับมือ EV จีน

autoironautomobile

สัญญาณเตือนภัยระดับแดงเข้มดังขึ้นในสำนักงานใหญ่ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่เมืองเบียร์ เมื่อ Volkswagen Group ผู้ผลิตยานยนต์อันดับ 2 ของโลก ออกมารายงานตัวเลขผลประกอบการไตรมาสที่ 2 ของปี ที่ทำเอาวงการยานยนต์ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด หลังกำไรสุทธิดิ่งลงถึง 32.9% เหลือเพียง 1,750 ล้านดอลลาร์ ส่งผลให้ค่ายรถยนต์เยอรมันรายนี้จำต้องพิจารณาแผนปรับโครงสร้างองค์กรครั้งแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ ด้วยการเล็งเลิกจ้างพนักงานทั่วโลกสูงถึง 100,000 ตำแหน่ง เพื่อพยุงสถานะทางการเงินและรับมือกับการบุกตะลุยอย่างหนักของค่ายรถยนต์ EV จากประเทศจีน

 

มรสุมรอบด้าน กำไรหด-จ่อยุบโรงงานในเยอรมนี

โอลิเวอร์ บลูม (Oliver Blume) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Volkswagen Group เปิดเผยถึงภาพรวมอุตสาหกรรมในปัจจุบันว่า กำลังเผชิญความท้าทายรอบทิศ ทั้งปัญหาภูมิรัฐศาสตร์, มาตรการภาษีศุลกากร, ตลาดจีนที่ซบเซา และการแข่งขันที่ทวีความรุนแรง โดยเฉพาะค่ายรถยนต์จีนกว่า 150 แบรนด์ที่กำลังมุ่งหน้าบุกตลาด Europe อย่างต่อเนื่อง

จากแรงกดดันดังกล่าว ทำให้ VW ต้องทบทวนเป้าหมายทางธุรกิจใหม่ แม้จะยังคงคาดการณ์กำไรตลอดปีไว้ในระดับเดิม แต่ก็ปรับลดเป้าหมายรายได้ลง โดยคาดว่าจะติดลบราว 3%

นอกจากนี้ บอร์ดบริหารกำลังพิจารณาปลดพนักงานเพิ่มอีก 50,000 คน ซึ่งเมื่อรวมกับข้อตกลงเดิมที่เคยทำไว้กับสหภาพแรงงานเมื่อปลายปี 2024 อีก 50,000 คน จะทำให้การลอยแพพนักงานรอบนี้สูงถึง 100,000 คน ทันที ซึ่งถือเป็นการลดขนาดองค์กรครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ยานยนต์ แซงหน้าสถิติการปลดพนักงาน 50,000 คนของ General Motors (GM) ในช่วงวิกฤตล้มละลายเมื่อปี 2009 ไม่เพียงเท่านั้น บลูมยังเปรยว่าอาจมีความจำเป็นต้องปิดโรงงานในเยอรมนีถึง 4 แห่งหลังปี 2030 อีกด้วย

 

เมื่อ EV จีนไม่ได้ส่งแค่นวัตกรรม แต่ส่ง “ความกดดัน” บุกยุโรป

ทางด้าน อาร์โน อันทลิตซ์ (Arno Antlitz) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน (CFO) ชี้ว่า อัตรากำไรจากการดำเนินงานที่ร่วงลงมาอยู่ที่ราว 4.2% ถือเป็น “สัญญาณเตือนภัย” ที่ชัดเจน สาเหตุสำคัญมาจากการที่แบรนด์รถยนต์จีน ซึ่งเจอมรสุมสงครามราคาในบ้านเกิด ได้เร่งส่งออกรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) และปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) เทคโนโลยีสูงในราคาที่เข้าถึงง่ายเข้าสู่ยุโรป

ข้อมูลจาก Dataforce ระบุว่า แบรนด์จีนชั้นนำ อาทิ BYD, Geely และ Chery สามารถชิงส่วนแบ่งในตลาดยุโรปขึ้นมาแตะเกือบ 11% แล้วในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดดจากไม่ถึง 3% เมื่อ 3 ปีก่อน

ความน่ากลัวไม่ได้หยุดอยู่แค่การนำเข้ารถยนต์ แต่ค่ายรถจีนเริ่มปักหมุดสร้างฐานการผลิตในยุโรปเพื่อลดกำแพงภาษี ดังเช่นกรณีล่าสุดของ Geely ที่จับมือร่วมทุนกับ Ford Motor เตรียมใช้โรงงานที่เมืองวาเลนเซีย ประเทศสเปน ผลิตรถเอสยูวีไฟฟ้าถึง 2 รุ่น ซึ่งการเคลื่อนไหวลักษณะนี้ เป็นการนำความกดดันด้านการแข่งขันมาจ่อถึงหน้าบ้านของค่ายรถยุโรปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

 

ไม่มีใครใหญ่เกินกว่าจะล้ม (No One is Too Big to Fail)

นักวิเคราะห์จาก Bernstein และ GlobalData มีมุมมองสอดคล้องกันว่า Volkswagen กำลังเดินอยู่บนเส้นทางที่ท้าทายที่สุด ผู้บริหารต้องถ่วงน้ำหนักระหว่างการสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน กับการเตือนให้พนักงานยอมรับความเป็นจริงว่าองค์กรกำลังอยู่ในขั้น วิกฤต

จุดเด่นของค่ายรถ EV จีนยุคใหม่คือ “ความคล่องตัวสูง” และความสามารถในการพัฒนารถรุ่นใหม่ๆ ออกสู่ตลาดได้อย่างรวดเร็ว ประกอบกับความได้เปรียบด้านต้นทุน ทำให้ค่ายรถดั้งเดิมสไตล์ดั้งเดิมปรับตัวไม่ทัน

บทเรียนราคาแพงของ VW ในครั้งนี้กำลังสะท้อนภาพจริงของโลกยานยนต์ยุคใหม่ว่า “ในยุคเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและความเร็ว ไม่มีบริษัทไหนที่ใหญ่เกินกว่าจะล้มอีกต่อไป”

 

ช่องทางติดตามข่าวสาร

ติดต่องานได้ที่: 

Related Posts