
มาสด้าเดินหน้าเข้าสู่ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า 100% อย่างจริงจังกับ Mazda CX-6e รถยนต์ SUV ไฟฟ้ารุ่นที่สองของค่าย ที่มาพร้อมรูปลักษณ์ล้ำสมัย ห้องโดยสารไฮเทค และสิ่งที่น่าสนใจที่สุดและยังคงรักษาเอกลักษณ์การขับขี่แบบมาสด้าเอาไว้ได้มากน้อยแค่ไหน?
หลังได้ทดลองขับจริงในเส้นทางกรุงเทพฯ–กาญจนบุรี ต้องบอกว่า CX-6e มีบุคลิกที่น่าสนใจ แม้จะเปลี่ยนมาใช้พลังงานไฟฟ้าเต็มรูปแบบ แต่ความรู้สึกในการควบคุมรถยังเป็นสิ่งที่ทำให้รถคันนี้แตกต่างจากการมองแค่ตัวเลขสมรรถนะบนกระดาษ

ดีไซน์ล้ำสมัย สวยแปลกตา แต่ความชอบขึ้นอยู่กับมุมมอง
Mazda CX-6e ออกแบบภายใต้แนวคิด Soulful Futuristic Modern ผสมความสง่างามในแบบมาสด้าเข้ากับเส้นสายที่ดูทันสมัยและแตกต่างจาก SUV ทั่วไป หลังคากระจก Panoramic Glass Roof พร้อมม่านบังแดดไฟฟ้า ช่วยเพิ่มความโปร่งให้กับห้องโดยสาร
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าดีไซน์โดยรวมมีความโดดเด่นและดูล้ำดี ไฟหน้าโฉบเฉี่ยวมาก แต่ถ้ามองจากด้านท้าย หากมองตรง ๆ มันดูป่อง ๆ ไม่ค่อยถูกใจนัก ตรงนี้เป็นเรื่องของรสนิยมส่วนบุคคล เพราะงานออกแบบของ CX-6e มีเอกลักษณ์ชัดเจน และไม่ได้พยายามทำให้เหมือนรถคันอื่นในตลาดอยู่แล้ว
ขับสนุก คุมง่าย นี่แหละสิ่งที่ผมชอบ
หัวใจสำคัญของ CX-6e คือมอเตอร์ไฟฟ้าเดี่ยว ขับเคลื่อนล้อหลัง ให้กำลังสูงสุด 258 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 290 นิวตันเมตร จับคู่กับแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนชนิด LFP ความจุ 77.9 kWh
ตัวเลขอาจไม่ใช่สิ่งที่น่าตื่นเต้นที่สุดเมื่อเทียบกับรถไฟฟ้าสมรรถนะสูงบางรุ่น แต่เมื่อลงมาขับจริง สิ่งที่สัมผัสได้คือการตอบสนองของพวงมาลัยที่เป็นธรรมชาติ ควบคุมทิศทางได้แม่นยำ และให้น้ำหนักการขับขี่ที่ชวนให้มั่นใจ

ช่วงล่างด้านหน้าแบบ MacPherson Strut และด้านหลังแบบ Multi-link ทำงานได้ดีในการรักษาเสถียรภาพของตัวรถ ทั้งระหว่างเปลี่ยนเลนและเข้าโค้ง ให้ความรู้สึกแน่นหนึบ ขณะเดียวกันก็ไม่ละทิ้งความสบายในการเดินทางไกล
นี่เป็นจุดที่ชอบ เพราะ Mazda CX-6e ไม่ได้ให้ความรู้สึกเป็นเพียงรถ EV ที่เน้นความเงียบและการเร่งความเร็ว แต่ยังให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระหว่างคนขับกับรถ ตามแนวคิด Jinba-Ittai หรือความเป็นหนึ่งเดียวระหว่างคนกับรถ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ที่มาสด้าพยายามรักษาไว้
อย่างไรก็ตาม ความสนุกในการขับขี่ไม่ได้หมายความว่ารถจะเหมาะกับทุกคนเหมือนกัน ผู้ที่กำลังมองหา EV ควรทดลองขับด้วยตัวเอง เพื่อสัมผัสน้ำหนักพวงมาลัย การตอบสนองของคันเร่ง และความนุ่มแน่นของช่วงล่างว่าตรงกับความชอบหรือไม่

ห้องโดยสารไฮเทค จอใหญ่เต็มตา พื้นที่กว้างขวาง
อีกหนึ่งจุดที่สะดุดตาตั้งแต่แรกเห็นคือหน้าจอสัมผัสขนาดใหญ่ 26.45 นิ้ว ความละเอียด 5K ที่ทอดยาวไปบนแผงคอนโซล ภาพที่แสดงผลดูชัดเจนและให้ความรู้สึกทันสมัยอย่างมาก
ภายในห้องโดยสารออกแบบให้มีพื้นที่กว้างขวาง เบาะนั่งให้ความรู้สึกสบาย และยังมีระบบเสียงพร้อมลำโพง 23 ตัว สำหรับผู้ที่ชอบฟังเพลงระหว่างเดินทาง นอกจากนี้ยังมีระบบแสดงข้อมูลบนกระจกหน้าแบบ AR Head-Up Display รวมถึงรองรับ Apple CarPlay และ Android Auto แบบไร้สาย
แต่จอขนาดใหญ่และระบบควบคุมที่เน้นเทคโนโลยีอาจต้องใช้เวลาทำความคุ้นเคยสำหรับคนที่ยังชินกับปุ่มควบคุมแบบเดิม การทดลองใช้งานฟังก์ชันต่าง ๆ ก่อนตัดสินใจซื้อจึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม
กระจกมองข้างดิจิทัล จุดที่ต้องใช้เวลาปรับตัว
จุดที่รู้สึกได้ชัดระหว่างทดลองขับคือกระจกมองข้างแบบดิจิทัล ซึ่งเปลี่ยนจากการมองภาพสะท้อนผ่านกระจกแบบที่คุ้นเคย มาเป็นการมองภาพจากจอแสดงผลภายในห้องโดยสาร
ในช่วงแรกยอมรับว่าต้องปรับตัวพอสมควร เพราะตำแหน่งและลักษณะการมองแตกต่างจากรถทั่วไป ทำให้ยังไม่มั่นใจเต็มที่ในบางจังหวะ โดยเฉพาะเวลาต้องกะระยะหรือประเมินรถที่อยู่ด้านข้าง หรือช่วงจังหวะแซง
เรื่องนี้ไม่ได้หมายความว่าระบบไม่ดี แต่เป็นเทคโนโลยีที่ผู้ขับต้องเรียนรู้ให้คุ้นเคย ใครที่สนใจรุ่น Premium Sports ซึ่งมีทั้งกระจกมองข้างและกระจกมองหลังแบบดิจิทัล ควรลองใช้งานจริงก่อนตัดสินใจ
วิ่งไกลแค่ไหน ชาร์จเร็วอย่างไร
Mazda CX-6e มีระยะทางขับขี่สูงสุดตามข้อมูลมาตรฐาน NEDC แตกต่างกันตามรุ่นย่อย ได้แก่
- Premium: สูงสุด 555 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง
- Premium Sports: สูงสุด 524 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง
ทั้งสองรุ่นใช้แบตเตอรี่ความจุ 77.9 kWh และรองรับการชาร์จเร็ว DC โดยข้อมูลสเปกระบุว่าสามารถชาร์จจาก 10–80% ได้ในเวลาประมาณ 24 นาที ภายใต้เงื่อนไขการชาร์จที่เหมาะสม

อย่างไรก็ตาม ระยะทางที่ใช้งานได้จริงย่อมขึ้นอยู่กับความเร็ว สภาพการจราจร อุณหภูมิ การใช้เครื่องปรับอากาศ และลักษณะการขับขี่ ตัวเลข NEDC จึงควรใช้เป็นข้อมูลเปรียบเทียบ ไม่ใช่การรับประกันว่าจะวิ่งได้ระยะทางดังกล่าวในทุกสถานการณ์
คันผู้เขียน ขากลับขับรุ่น CX-6e Premium Sports มีแบตก่อนออกจากร้านประมาณ 64 % แต่เนื่องจากขับผิดทางหลงไปมา แต่สุดท้ายก็ถึงที่หมายปลายทาง โดยแบตยังเหลือ 17 %

สำหรับการเดินทางไกล ควรวางแผนจุดชาร์จล่วงหน้า และตรวจสอบกำลังชาร์จที่สถานีรองรับก่อนออกเดินทาง
สรุปผลทดสอบ Mazda CX-6e
หลังจากได้ทดลองขับ Mazda CX-6e ในเส้นทางกรุงเทพฯ–กาญจนบุรี สิ่งที่ประทับใจที่สุดไม่ใช่เพียงหน้าจอขนาดใหญ่หรือรูปลักษณ์ที่ดูล้ำสมัย แต่เป็นบุคลิกการขับขี่ที่ยังคงความเป็นมาสด้าเอาไว้ได้อย่างน่าสนใจ

พวงมาลัยตอบสนองดี ช่วงล่างให้ความมั่นใจ และการควบคุมรถมีความเป็นธรรมชาติ นี่คือจุดแข็งที่ทำให้ CX-6e น่าสนใจสำหรับคนที่ต้องการรถไฟฟ้า แต่ไม่อยากละทิ้งความสนุกในการขับขี่
จุดที่ควรพิจารณาคือดีไซน์ด้านท้ายที่อาจไม่ถูกใจทุกคน รวมถึงกระจกมองข้างดิจิทัลที่ต้องใช้เวลาทำความคุ้นเคย และระบบช่วยเหลือการขับขี่หรือเสียงเตือนที่อาจทำงานถี่ในบางสถานการณ์

Mazda CX-6e จึงเป็นรถ EV ที่มีบุคลิกชัดเจน เหมาะกับคนที่ให้ความสำคัญกับการขับขี่ การควบคุม และเทคโนโลยีภายในห้องโดยสารพอ ๆ กับระยะทางวิ่ง
ราคาจำหน่าย
- Mazda CX-6e Premium ราคา 1,259,000 บาท
- Mazda CX-6e Premium Sports ราคา 1,299,000 บาท

ถ้าถามผมว่า CX-6e น่าสนใจไหม คำตอบคือ น่าสนใจสำหรับคนที่มองหารถไฟฟ้าที่ขับสนุกและมีเอกลักษณ์แบบมาสด้า แต่ก่อนซื้อควรลองนั่ง ลองขับ และทดลองใช้กระจกดิจิทัลด้วยตัวเอง เพราะสุดท้ายแล้ว รถที่ดีต้องเป็นรถที่ขับแล้วเข้ากับเราได้จริง
ช่องทางติดตามข่าวสาร
- Facebook: facebook.com/autoiron?mibextid=LQQJ4d
- Youtube: www.youtube.com/@AUTOiRON1
- Tiktok: tiktok.com/@autoiron1?_t=8nJ016mUM4o&_r=1
- Website: autoironautomobile.com
ติดต่องานได้ที่:
- Email: autoironautomobile@gmail.com





