โตโยต้าฝ่าน้ำท่วม  เดินหน้าโปรเจกต์ปิกอัพไฮโดรเจน เตรียมส่งออกปี 2570

autoironautomobile

ท่ามกลางสถานการณ์ตลาดรถยนต์ที่ยังมีความท้าทายจากกำลังซื้อและปัจจัยทางเศรษฐกิจ รวมถึงผลกระทบจากอุทกภัยที่ทำให้การผลิตและส่งมอบรถยนต์ต้องสะดุด โตโยต้ายังคงยืนยันเดินหน้ากลยุทธ์ระยะยาว โดยเฉพาะโครงการพัฒนารถปิกอัพพลังงานไฮโดรเจน FCEV ซึ่งเตรียมผลิตในประเทศไทยเพื่อส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศในปี 2570

นายศุภกร รัตนวราหะ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด เปิดเผยว่า สถานการณ์อุทกภัยที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานและการส่งชิ้นส่วน จนทำให้โรงงานต้องหยุดการผลิตตั้งแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2569 ก่อนกลับมาเดินสายการผลิตได้อีกครั้งตั้งแต่วันที่ 19 ตุลาคมที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม การส่งมอบรถยนต์ให้ลูกค้าอาจยังเกิดความล่าช้าในระยะสั้น โดยโตโยต้ากำลังเร่งประสานงานทุกฝ่ายเพื่อให้การผลิตและส่งมอบกลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็ว พร้อมออกมาตรการช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบแบบครบวงจรภายใต้แนวทาง Toyota Trusted Journey

 

 

ผู้บริหารโตโยต้าระบุว่า บริษัทยังคงให้ความสำคัญและเชื่อมั่นในศักยภาพของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย โดยเดินหน้าโครงการผลิตรถปิกอัพไฟฟ้าพลังงานไฮโดรเจน Fuel Cell Electric Vehicle (FCEV) เป็นครั้งแรกในประเทศไทย เพื่อเตรียมส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศในปี 2570

สอดคล้องกับที่ บีโอไออนุมัติส่งเสริม “โตโยต้า มอเตอร์” ขยายการลงทุน 1,490 ล้านบาท ผลิตรถปิกอัพไฟฟ้าพลังงานไฮโดรเจน (Fuel Cell Electric Vehicle : FCEV) เป็นครั้งแรกของไทย กำลังการผลิต 3,000 คันต่อปี ส่งออกไปยังตลาดยุโรป ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ คาดเริ่มผลิตปลายปี 2570 

โดยโตโยต้าจะใช้ ‘โรงงานบ้านโพธิ์’ จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นฐานผลิตรถรุ่นนี้ โดยต่อยอดจากสายการผลิต Hilux เดิม พร้อมปรับปรุงกระบวนการผลิต และเพิ่มจุดประกอบชิ้นส่วนสำคัญของระบบขับเคลื่อน เช่น ถังเก็บไฮโดรเจน เซลล์เชื้อเพลิง แบตเตอรี่ มอเตอร์ไฟฟ้า และชุดควบคุมพลังงาน

 

 

ขณะที่ภาพรวมตลาดรถยนต์ไทยในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 มียอดขายสะสม 521,226 คัน เติบโต 16.35% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยตลาดรถยนต์นั่งและ SUV เติบโตถึง 27.23% มียอดขาย 366,910 คัน สวนทางกับตลาดรถกระบะ 1 ตันที่ลดลง 16.11%

ด้านโตโยต้า มียอดขายสะสม 172,913 คัน เติบโต 3.05% คิดเป็นส่วนแบ่งตลาด 33.17% โดยมี Yaris และ Yaris ATIV เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ด้วยยอดขายสะสม 52,804 คัน เติบโต 19.26% ขณะที่กลุ่ม Pure Pick Up ซึ่งประกอบด้วย Hilux Travo, Revo และ Champ มียอดขาย 54,259 คัน เติบโต 4.45%

สำหรับเดือนกันยายนเพียงเดือนเดียว โตโยต้าทำยอดขายได้ 18,706 คัน เพิ่มขึ้น 1.27% โดยตลาดรถยนต์รวมอยู่ที่ 55,255 คัน เติบโต 14.28%

 

 

ส่วนแนวโน้มตลาดเดือนตุลาคม นายศุภกรประเมินว่าอาจปรับตัวลดลงตามดัชนีฤดูกาล (Seasonal Index) ประกอบกับสถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ ซึ่งอาจทำให้ผู้บริโภคชะลอการตัดสินใจซื้อรถยนต์ออกไป

โจทย์ของโตโยต้าในช่วงต่อจากนี้จึงไม่ใช่เพียงการเร่งฟื้นกำลังการผลิตและส่งมอบรถยนต์ให้กลับสู่ภาวะปกติ แต่ยังรวมถึงการรักษาความเชื่อมั่นของลูกค้า และการต่อยอดประเทศไทยสู่ฐานการผลิตรถยนต์เทคโนโลยีใหม่เพื่อรองรับตลาดส่งออกในอนาคต

 

ช่องทางติดตามข่าวสาร

ติดต่องานได้ที่: 

  • Email: autoironautomobile@gmail.com

Related Posts