ค่ายรถโลกเข้าสู่โหมด “ประคองกำไร” หลังภาษีสหรัฐฯ และตลาด EV ชะลอตัว

autoironautomobile

อุตสาหกรรมยานยนต์โลกกำลังเผชิญแรงกดดันครั้งใหญ่ เมื่อผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่หลายค่ายมี กำไรต่อรถยนต์ 1 คันลดลงพร้อมกัน ในปีงบประมาณ 2025 ท่ามกลางผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้ารถยนต์ของสหรัฐอเมริกา การแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

รายงานของ Nikkei Asia ระบุว่า แม้ Tesla จะยังครองอันดับหนึ่งของโลกในด้านกำไรต่อรถ 1 คันเป็นปีที่ 5 ติดต่อกัน แต่กำไรเฉลี่ยต่อคันลดลงกว่า 40% เหลือประมาณ 348,000 เยน จากเดิม 557,000 เยนในปีก่อน หลังสหรัฐฯ ยกเลิกมาตรการสนับสนุนการซื้อรถยนต์ไฟฟ้า ขณะที่การแข่งขันจากผู้ผลิตจีนรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ Tesla ยังได้รับผลกระทบจากรายได้การจำหน่ายคาร์บอนเครดิตที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ หลังรัฐบาลสหรัฐฯ ผ่อนคลายข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม ส่งผลให้รายได้จากส่วนนี้ลดจาก 2.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เหลือเพียง 1.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

 

ด้าน Toyota ยังคงรักษาความสามารถในการทำกำไรได้อย่างแข็งแกร่ง โดยขยับขึ้นมาใกล้ Tesla มากที่สุด ด้วยกำไรเฉลี่ย 341,000 เยนต่อคัน ลดลงเพียงประมาณ 20% จากปีก่อน ส่งผลให้ช่องว่างระหว่างสองบริษัทเหลือไม่ถึง 10,000 เยน

นักวิเคราะห์มองว่า จุดแข็งสำคัญของ Toyota คือการมีผลิตภัณฑ์ Hybrid ที่ยังได้รับความนิยมในหลายภูมิภาค ประกอบกับความแข็งแกร่งของแบรนด์และคุณภาพสินค้า ทำให้ไม่จำเป็นต้องใช้กลยุทธ์ลดราคาหรือทำโปรโมชั่นรุนแรงเหมือนผู้ผลิตบางราย

ขณะที่ BYD ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่จากจีน ก็ได้รับแรงกดดันเช่นกัน หลังรัฐบาลจีนทยอยลดมาตรการสนับสนุนรถยนต์พลังงานใหม่ ส่งผลให้กำไรสุทธิในช่วงเดือนมกราคม-มีนาคม ลดลงถึง 55%

ส่วนผู้ผลิตรายใหญ่อย่าง Stellantis และ Ford ต่างเผชิญสถานการณ์ที่ยากลำบาก โดยกำไรต่อคันที่เคยเป็นบวกในปีก่อน พลิกกลับมาติดลบ สะท้อนให้เห็นถึงต้นทุนที่เพิ่มขึ้นและการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงในหลายตลาด

 

 

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือมาตรการขึ้นภาษีนำเข้ารถยนต์ของสหรัฐฯ ซึ่งสร้างแรงกดดันต่อต้นทุนของผู้ผลิตทั่วโลก โดย Toyota เปิดเผยว่าผลกระทบจากภาษีดังกล่าวทำให้กำไรจากการดำเนินงานลดลงถึง 1.38 ล้านล้านเยน ขณะที่ผู้ผลิตรายใหญ่อื่น ๆ เช่น Volkswagen และ General Motors ต่างได้รับผลกระทบในลักษณะเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม ผู้ผลิตส่วนใหญ่ยังไม่สามารถผลักภาระต้นทุนไปยังผู้บริโภคได้เต็มที่ เนื่องจากตลาดรถยนต์ในอเมริกาเหนือยังมีความอ่อนไหวต่อค่าครองชีพและภาวะเงินเฟ้อ การปรับขึ้นราคาขายอาจกระทบต่อยอดจำหน่ายโดยตรง ทำให้หลายบริษัทต้องเลือกแบกรับต้นทุนไว้เอง

ในอีกด้านหนึ่ง การชะลอตัวของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในสหรัฐฯ และยุโรป จากการลดแรงจูงใจด้านนโยบายภาครัฐ ทำให้ผู้ผลิตหลายรายต้องทบทวนแผนลงทุนด้าน EV บางโครงการถูกเลื่อนหรือยกเลิก พร้อมตั้งด้อยค่าสินทรัพย์จากการลงทุนที่ผ่านมา

 

 

ภาพรวมในปีงบประมาณ 2026 ยังเต็มไปด้วยความท้าทาย ทั้งความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ต้นทุนวัตถุดิบ และปัญหาห่วงโซ่อุปทานที่อาจส่งผลต่อการผลิตในหลายภูมิภาค

ตัวเลขกำไรต่อรถ 1 คันในปีนี้ สะท้อนให้เห็นว่าอุตสาหกรรมยานยนต์โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ จากการแข่งขันเพื่อสร้างการเติบโตและผลกำไรสูงสุด กลายเป็นการแข่งขันเพื่อรักษาความสามารถในการทำกำไรและบริหารต้นทุนให้มีประสิทธิภาพ ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยีและเศรษฐกิจโลกที่ยังเต็มไปด้วยความผันผวน

ช่องทางติดตามข่าวสาร

ติดต่องานได้ที่: 

 

Related Posts