เปิดสเปก Mercedes-Benz G-Class 2024 ทั้งสองรุ่นใหม่

autoironautomobile

23 พฤศจิกายน 2567

เมอร์เซเดส–เบนซ์ เปิดตัวทัพยนตรกรรมระดับ Top-End Luxury รวมกว่า 6 รุ่น ได้แก่ Mercedes-Maybach EQS 680 SUV, Mercedes-Maybach S 580 e Premium, Mercedes-Benz G 580 with EQ Technology, Mercedes-Benz G 450 d, Mercedes-Benz S 580 e AMG Premium และ Mercedes-Benz V 300 d Exclusive

ครั้งแรกกับยนตรกรรม G-Class ที่มาพร้อมขุมพลังไฟฟ้า 100% กับราคาเริ่มต้น 9,500,000 บาท ในรุ่น STANDARD และรุ่น EDITION ONE ที่มีเพียง 6 คันในประเทศไทย ราคาเริ่มต้น 12,200,000 บาท

Mercedes-Benz G 450 d : 12,200,000 บาท

เครื่องยนต์เเละขุมพลัง

Mercedes-Benz G 450 d มาพร้อมดีไซน์ดุดันในแบบ G-Class โดดเด่นด้วยเครื่องยนต์ดีเซลรหัส OM 656M ความจุ 2,989 ซีซี พ่วงระบบ ISG2 (Integrated Starter Generator) ที่ให้พลังรวมสูงสุด 367 แรงม้า ที่ 4,000 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุดถึง 750 นิวตันเมตร ที่ 1,350-2,800 รอบต่อนาที อัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ใช้เวลาเพียง 5.8 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้ 210 กม./ชม. ระบบขับเคลื่อนที่พัฒนาขึ้นใหม่นี้ทำให้รถยนต์คันนี้โดดเด่นทั้งด้านสมรรถนะการขับขี่และการประหยัดพลังงานไปอีกขั้น  ช่วงล่างของรถยนต์คันนี้ยังได้รับการปรับจูนใหม่ให้มีความแข็งแกร่ง สามารถลุยไปได้ในเกือบทุกพื้นที่ ในขณะที่ยังคงความนุ่มนวลไว้เมื่อขับขี่แบบปกติ

ดีไซน์ภายนอก

  • ชุดแต่ง AMG Line รอบคัน
  • หลังคาพาโนรามิคซันรูฟแบบเลื่อนเปิด-ปิด ได้ด้วยระบบไฟฟ้า
  • ล้อแบบ AMG ที่ถูกออกแบบมาเพื่อความปลอดภัยในการขับขี่แต่ยังคงความสปอร์ต
  • ระบบกุญแจแบบ KEYLESS-GO สามารถเข้าออกตัวรถได้เพียงถือกุญแจไว้ใกล้ตัว ระบบจะทำการปลดล็อกประตูโดยอัตโนมัติ และสามารถกดปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์ได้ทันที
  • ใหม่! เสา A ช่วยลดเสียงรบกวนจากลมและการสั่นสะเทือน โ

ดีไซน์ภายใน

  • Mercedes-Benz G 450 d มาพร้อมดีไซน์ภายในแบบ EXCLUSIVE Line Interior
  • ห้องโดยสารถูกออกแบบด้วยวัสดุตกแต่งพิเศษที่สะท้อนถึงเอกลักษณ์ของ AMG
  • พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันรุ่นใหม่พร้อมแผงควบคุมแบบสัมผัส
  • เบาะนั่งแบบหนัง
  • แป้นควบคุมกลางคอนโซลสำหรับระบบ MBUX7 พร้อมปุ่มควบคุมลัด DYNAMIC SELECT และปุ่มควบคุมระดับเสียง
  • ศูนย์ควบคุมโหมดออฟโรดออกแบบใหม่ รวมถึงการควบคุมล็อกเฟืองท้ายทั้ง 3 จุด โหมด LOW RANGE โหมดเกียร์ธรรมดา และปุ่มเข้าสู่ OFFROAD COCKPIT

เทคโนโลยีเเละระบบความบันเทิง

  • กล้อง 360° Transparent Bonnet ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถมองเห็นบริเวณด้านหน้าและใต้ท้องรถผ่านหน้าจอแสดงผล โดยใช้กล้องรอบตัวรถเพื่อสร้างภาพเสมือนจริง
  • ระบบปฏิบัติการ MBUX รุ่นล่าสุด พร้อมกับ zero-layer concept ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเข้าถึงฟังก์ชันสำคัญได้โดยไม่ต้องเลื่อนผ่านเมนูหลายชั้น โดยอินเตอร์เฟซจะแสดงข้อมูลและฟีเจอร์ที่ใช้งานบ่อยบนหน้าจอหลักโดยอัตโนมัติ ทำให้การควบคุมและการสั่งงานสะดวกและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น
  • สามารถเชื่อมต่อกับ Online Music Streaming
  • ลำโพง Burmester® 3D Surround Sound System ผสานเทคโนโลยี Dolby Atmos® ที่ช่วยเพิ่มมิติของเสียงรอบด้าน ทำให้ผู้โดยสารรู้สึกเหมือนอยู่ในคอนเสิร์ตฮอลล์
  • ระบบกรองอากาศแบบ Air Balance Cabin-Air Purification System ช่วยกรองฝุ่นละอองและมลพิษจากภายนอก พร้อมปรับสภาพอากาศภายในห้องโดยสารให้สะอาดและสดชื่นอยู่เสมอ
  • ระบบรักษาระยะห่างจากรถด้านหน้าและควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (Active Distance Assist DISTRONIC)
  • ระบบช่วยเตือนเมื่อมีรถอยู่ในจุดอับสายตา (Blind Spot Assist with exit warning function)
  • ระบบช่วยรักษารถให้อยู่ในช่องทางจราจร (Active Lane Keeping Assist)
  • ระบบช่วยควบคุมพวงมาลัย (Active Steering Assist)
  • และระบบความปลอดภัยอื่น ๆ อย่างครบครัน

สีตัวถังภายนอก

มีสีตัวถังให้เลือกทั้ง Metallic และ Non-Metallic กว่า 8 สี

  • MANUFAKTUR Metallic Paint 8 สี
  • MANUFAKTUR Non-Metallic Paint 6 สี
  • MANUFAKTUR Bright Paint 1 สี
  • MANUFAKTUR Magno Paint 10 สี
  • MANUFAKTUR Exclusive Magno Paint 2 สี

Mercedes-Benz G 580 with EQ Technology : 9,500,000 – 12,200,000 บาท

Mercedes-Benz G 580 with EQ Technology ครั้งแรกกับการสานต่อตำนาน 45 ปี ของ G-Class เจ้าของฉายา “King of Off-Road” ผสมผสานสมรรถนะระดับสูง และความหรูหราตามแบบฉบับของเมอร์เซเดส-เบนซ์ แต่ยังคงความคลาสสิกด้วยรูปลักษณ์สไตล์ทรงกล่องได้อย่างลงตัว มอบความสมบูรณ์แบบด้านการขับขี่และการใช้งานในชีวิตประจำวัน​

Mercedes-Benz G 580 มีให้เลือก 2 รุ่นย่อย ได้แก่

  • STANDARD : 9,500,000 บาท
  • EDITION ONE : 12,200,000 บาท

สมรรถนะการขับขี่

มาพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้า 4 ตัว แยกติดตั้งทั้ง 4 ล้อ ให้กำลังสูงสุด 587 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 1,164 นิวตันเมตร อัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมงในเวลา 4.7 วินาที สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ 180 กิโลเมตร/ชั่วโมง ขับเคลื่อน 4 ล้อ All-wheel drive วิ่งได้ไกลถึง 473 กิโลเมตร (WLTP) ต่อการชาร์จแบตเตอรี่จนเต็ม 1 ครั้ง

การชาร์จไฟ

  • ชาร์จไฟฟ้ากระแสตรง (DC charge) สูงถึง 200 kWh ใช้เวลาชาร์จเพียง 32 นาทีจาก 10-80%
  • ชาร์จแบบกระแสสลับ (AC Charge) รองรับสูงสุด 11 kWh ใช้เวลาชาร์จจาก 0 – 100% ในระยะเวลา 11 ชั่วโมง 45 นาที

ดีไซน์ภายนอก

  • โครงสร้างตัวถังนิรภัยถูกออกแบบมาพร้อมความแข็งแรงและทนทานด้วยการใช้เหล็กกล้าที่มีความหนากว่า 3.4 มิลลิเมตร เพื่อปกป้องและลดการบิดตัวของห้องโดยสาร
  • เสริมความแกร่งด้วยโครงสร้างพิเศษแบบ Carbon-fibre skid plate ที่มีความหนา 3 ซม. ในการปกป้องแบตเตอรี่แบบ high-voltage อย่างเต็มประสิทธิภาพ พร้อมตอบสนองทุกการขับขี่ทั้งแบบ on-road และ off-road
  • ไฟหน้าแบบ MULTIBEAM LED สามารถตรวจจับทางโค้งและมุมอับสายตาอย่างแม่นยำ ผสานการทำงานกับฟังก์ชัน ULTRA RANGE Highbeam ปรับความสว่างของไฟหน้าให้ส่องได้ไกลกว่า 650 เมตร โดยอัตโนมัติหากไม่พบรถยนต์ที่วิ่งสวนทาง
  • ล้ออัลลอย 5-twin-spoke ขนาด 18 นิ้ว พ่นสี high-gloss black
  • ระบบช่วงล่างแบบ Suspension with adaptive damping adjustment ที่สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการตอบสนองผ่านโหมดการขับขี่ต่าง ๆ รวมถึงปรับตาม differential locks ที่กำลังใช้งานอยู่ ณ ขณะนั้น

ดีไซน์ภายใน

  • การตกแต่งแบบ AMG Interior
  • เบาะนั่งทูโทนตัดสลับสีเงิน และเดินด้วยด้ายสีน้ำเงินทั้งคัน
  • Trim Carbon-fibre แบบพิเศษ ที่ตกแต่งด้วยสีน้ำเงิน
  • เพิ่ม Active Multi Contour Seat ของเบาะนั่งคู่หน้า ช่วยให้ทุกการขับขี่และการโดยสารเป็นไปอย่างสะดวกสบาย

เทคโนโลยีช่วยเหลือการขับขี่

  • โปรแกรมรูปแบบการขับขี่ที่มีให้เลือกมากถึง 5 แบบ ไม่ว่าจะเป็น
    • การขับขี่ on-road มีให้เลือก 3 โปรแกรม
      • Comfort
      • Sport
      • Individual
    • การขับขี่แบบ off-road ให้เลือก 2 โปรแกรม 
      • Trail 
      • Rock โดยการใช้งานโปรแกรมการขับขี่ LOW RANGE จะสามารถใช้ได้แค่ในโหมด ‘Rock’ เท่านั้น
  • การขับขี่แบบ off-road จะมาพร้อม G-TURN ซึ่งเป็นระบบการกลับรถรูปแบบใหม่ที่สามารถหมุนรถได้ถึง 720 องศา หรือ 2 รอบ ช่วยให้ตัวรถสามารถหมุนตัวกลับได้ในทันที
  • ระบบการเข้าโค้งแบบ G-STEERING ช่วยลดรัศมีวงเลี้ยวให้แคบลง โดยสั่งการให้แต่ละล้อเพิ่มหรือลดกำลังอย่างอิสระตามสถานการณ์ ในความเร็วไม่เกิน 25 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
  • ทั้งสองระบบนี้จะจำกัดให้สามารถทำงานได้บนพื้นถนนที่เป็น off-road แบบถนนทรายหรือถนนเปียกเท่านั้น
  • ระบบส่องสว่างอัจฉริยะ (ILS – Intelligent Light System) ที่จะปรับเปลี่ยนการทำงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์การขับขี่และรูปแบบของถนน
  • ระบบ ALS (Active Light System) ปรับโคมไฟหน้ารถตามการเลี้ยวของพวงมาลัย
  • ระบบ Cornering Light เพิ่มการส่องสว่างขณะเลี้ยวโค้ง
  • ระบบ Adaptive Highbeam Assist ปรับไฟสูงอัตโนมัติไม่ให้รบกวนสายตาของผู้ขับขี่เลนตรงข้าม
  • ระบบรักษาระยะห่างจากรถด้านหน้าและควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (Active Distance Assist DISTRONIC)
  • ระบบช่วยรักษารถให้อยู่ในช่องทางจราจร (Active Lane Keeping Assist)
  • ระบบช่วยเตือนเมื่อมีรถอยู่ในจุดอับสายตา (Active Blind Spot Assist)
  • ระบบช่วยควบคุมพวงมาลัย (Active Steering Assist)
  • Parking Package พร้อมกล้องรอบคัน 360° 

เทคโนโลยีเเละระบบความบันเทิง

  • ระบบปฏิบัติการ MBUX7 ทำงานโดยใช้ AI ที่จะจดจำรูปแบบการใช้งาน และปรับการตั้งค่าให้เหมาะสมกับผู้ขับขี่แต่ละคน ติดตั้งหน้าจอความละเอียดสูง
  • ระบบควบคุมแบบสัมผัส ขนาด 12.35 นิ้ว
  • รองรับการสั่งงานด้วยเสียงเจเนอเรชันใหม่ได้ถึง 27 ภาษา
  • ระบบเสียง Burmester® 3D surround sound system จำนวน 18 ตัว DSP 16 amplifier channels รอบห้องโดยสารด้วยกำลังขับขนาด 760 วัตต์ ถ่ายทอดเสียงอันไพเราะด้วยโหมดเสียงพิเศษแบบ Pure & 3D-Sound ที่ Burmester® ออกแบบมาสำหรับ The new G-Class โดยเฉพาะ 

Mercedes-Benz G 580 with EQ Technology “EDITION ONE”

สำหรับ Mercedes-Benz G 580 with EQ Technology ยังมาพร้อมรุ่นพิเศษ EDITION ONE ที่ยกระดับฟีเจอร์ต่าง ๆ ไปอีกขั้น อาทิ

  • ระบบกุญแจ KEYLESS-GO
  • ชุดแต่งภายนอกรอบคันแบบ AMG Bodystyling
  • ชุดแต่ง Night Package
  • MANUFAKTUR logo package in black
  • สัญลักษณ์รูปตัว G เพื่อสื่อถึงไอคอนิกของ G-Class ทุกตำแหน่ง เช่น มือจับประตู ไฟส่องที่พื้น และด้านหลังของที่เก็บสัมภาระ
  • เพิ่มความโดดเด่นด้วยเส้นด้านข้างของตัวรถ ซึ่งจะถูกตกแต่งด้วยสีเงินและสีน้ำเงิน
  • กันชนหน้าและคาลิปเปอร์ที่ตกแต่งด้วยสีน้ำเงิน
  • ช่วงล่างติดตั้งล้ออัลลอย AMG 10-spoke ขนาด 20 นิ้ว ที่มีรูปแบบให้เลือกมากยิ่งขึ้นตามความชื่นชอบของผู้ขับขี่  

ช่องทางติดตามข่าวสาร

ติดต่องานได้ที่: 

  • Email: autoironautomobile@gmail.com

Related Posts